เป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญที่รวบรวมเรื่องราวของจังหวัดร้อยเอ็ดและภาคอีสานไว้หลากหลายมิติ ตั้งแต่สภาพภูมิประเทศและทรัพยากรธรรมชาติ โบราณคดี ประวัติศาสตร์ บุคคลสำคัญ ไปจนถึงวิถีชีวิต ประเพณี และงานศิลปหัตถกรรมท้องถิ่น
จุดเริ่มต้นจากการอนุรักษ์ภูมิปัญญาอีสาน
แนวคิดในการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เริ่มต้นจากความตั้งใจที่จะรวบรวมและนำเสนอศิลปหัตถกรรมของภาคอีสาน โดยให้ความสำคัญกับผ้าไหมและผ้าพื้นเมือง ก่อนพัฒนารูปแบบการจัดแสดงให้ครอบคลุมองค์ความรู้เกี่ยวกับจังหวัดร้อยเอ็ดในด้านต่าง ๆ มากขึ้น
การก่อสร้างและจัดเตรียมพิพิธภัณฑ์ดำเนินงานต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 จนแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2540 และเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2541 โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เป็นองค์ประธานในพิธีเปิด
ชมเรื่องราวร้อยเอ็ดผ่านนิทรรศการ
ภายในพิพิธภัณฑ์นำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับร้อยเอ็ดตั้งแต่รากฐานทางธรรมชาติและภูมิศาสตร์ ไปจนถึงหลักฐานทางโบราณคดีและเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ช่วยให้ผู้เข้าชมมองเห็นพัฒนาการของพื้นที่และผู้คนในจังหวัดได้อย่างเป็นลำดับ
อีกส่วนที่น่าสนใจคือการนำเสนอวิถีชีวิต ประเพณี และศิลปหัตถกรรมของชุมชน โดยเฉพาะภูมิปัญญาด้านผ้าไหมและผ้าพื้นเมือง ซึ่งสะท้อนเอกลักษณ์ของชาวอีสานและมรดกทางวัฒนธรรมที่ได้รับการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น
โบราณคดีและหลักฐานทางวัฒนธรรม
ผู้ที่สนใจเรื่องราวในอดีตสามารถเรียนรู้ผ่านโบราณวัตถุและข้อมูลด้านโบราณคดีที่เกี่ยวข้องกับจังหวัดร้อยเอ็ด รวมถึงหลักฐานที่ช่วยสะท้อนความสัมพันธ์ของผู้คนและวัฒนธรรมในพื้นที่อีสาน โดยเนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ต่อเนื่องมาถึงช่วงประวัติศาสตร์ในเวลาต่อมา
จึงเป็นอีกสถานที่ที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการทำความเข้าใจร้อยเอ็ดมากกว่าเพียงการเดินทางไปชมสถานที่ท่องเที่ยว เพราะภายในพิพิธภัณฑ์ช่วยเชื่อมโยงเรื่องราวของผู้คน ศิลปวัฒนธรรม และพัฒนาการของบ้านเมืองเข้าด้วยกัน
การจัดแสดงที่ผสมผสานเทคโนโลยี
จุดเด่นอีกด้านของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ร้อยเอ็ด คือการนำเทคนิคการจัดแสดงหลายรูปแบบมาใช้เพื่อทำให้เนื้อหาทางประวัติศาสตร์เข้าใจง่ายขึ้น ทั้งระบบสารสนเทศ หุ่นจำลอง และฉากจำลองเหตุการณ์หรือวิถีชีวิต ช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับการเรียนรู้ภายในพิพิธภัณฑ์
📌แหล่งข้อมูล/ภาพ อ้างอิง เว็บไซต์การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)